'พี่โดนัตว์' บางคำตอบเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเคยเดินผ่านจริง
'บางครั้ง.. พายุไม่ได้นำพาเราหลงทาง แต่มันพาเราไปทำความรู้จักกับหัวใจของตัวเราเอง - ชีวิตไม่ไร้ความหมาย เขียนโดย วิกเตอร์ อี. ฟรังเคิล (Viktor E. Frankl) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย' หากพบกันวันนี้ หลายฅนอาจจำพี่โดนัตว์ไม่ได้ ชายวัย 46 ปี สมาชิกคริสตจักรเน็กซัส เชียงราย ในชุดพนักงานส่งอาหารที่คุ้นตา บนรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ชีวิตเปลี่ยนไปไม่น้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพการเดินทางบนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นแทบทุกวันในเชียงราย ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ที่ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาใช้เวลาอยู่ในคริสตจักรเต็มเวลา ทั้งสอนพระคัมภีร์ เล่นดนตรี และเดินเข้าไปนั่งฟังเรื่องราวของผู้ฅนด้วยหัวใจที่อยากช่วยเหลือ ระหว่างการแชร์กับฟิลลิปส์ มีความน่าเอ็นดูอยู่ตรงที่ไม่มีชื่อของใครถูกเอ่ยออกมาเลยแม้แต่ฅนเดียว เรื่องในอดีตถูกเล่าโดยไม่ชี้ผิดชี้ถูก และปล่อยให้เหตุการณ์วันนั้นเป็นอย่างที่มันเกิดขึ้น ทุกครั้งที่บทสนทนาพาเข้าใกล้อดีต เขาเลือกกลับมาที่คำเดิมด้วยรอยยิ้มเรียบง่ายว่า
"ผมได้เรียนรู้อะไร"
หากค่อย ๆ พาหัวใจไปหาคำถามอีกข้อที่เรียบง่ายกว่า วันนี้มองชีวิตต่างจากเมื่อก่อนอย่างไรบ้าง? ประโยคนี้เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยกว่าคำว่า "ทำไมต้องเป็นเรา" หรือ "เพราะใครทำ" จนสัมผัสได้ว่า เวลาหลายปีที่ผ่านมา ค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีตั้งคำถามกับตัวเอง มากกว่าจะพาไปสะสมคำตอบเพื่อเอาชนะใคร
"ผมไม่ได้แตกต่างอะไร.. กับฅนทั่วไปที่เจอพายุหนักในชีวิตแล้วชีวิตสั่นคลอน"
ประโยคนี้ถูกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แววตาอบอุ่น นุ่มนวล แล้วเจ้าตัวเล่าเรื่องของตัวเองอย่างธรรมดา ความทุกข์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่หลักฐานของความเข้มแข็งหรือเครื่องมือเรียกร้องความเห็นใจ มันเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต เหมือนที่ผู้ฅนอีกมากมายกำลังพยายามผ่านแต่ละวันไปให้ได้ เมื่อก่อน เวลามีใครมาปรึกษาเรื่องหนี้สิน ครอบครัว หรือชีวิต คำตอบมักมาจากมุมของผู้ฟังที่มองจากประสบการณ์อีกด้านหนึ่ง ความหวังดีในฐานะผู้ฟังมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่วันนี้เจ้าตัวยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนเล่าย้อนกลับไปว่า บางครั้งความหวังดีอย่างเดียวก็ยังไม่พอ "โดนัตว์เคยคิดว่า ถ้าขยัน เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไปได้ แต่พอมาเจอกับตัวเองบ้าง.. ถึงรู้ว่าบางเรื่อง ฅนข้างนอกไม่มีทางเข้าใจทั้งหมดครับ"
คำตอบนั้นไม่ได้ตามมาด้วยความเสียใจหรือความแค้นเคือง หากตามมาด้วยความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง... ความเงียบที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดูตัวเองในอดีต ราวกับกำลังมองย้อนกลับไปหาผู้ชายในวันนั้น หน้าตาเดิม กระจกบานเดิม แต่ความคิด และหัวใจข้างในเปลี่ยนไปแล้ว รอยแผลไม่ได้เปลี่ยนใบหน้า มันค่อย ๆ เปลี่ยนสายตาที่ใช้มองผู้ฅนบนโลกใบนี้
"เมื่อก่อนผมตัดสินคนง่ายกว่านี้..."
ประโยคสั้น ๆ ฟังดูธรรมดา แต่มีน้ำหนักทางความคิดมากกว่าการเล่าเหตุการณ์ยืดยาว สิ่งที่เกิดขึ้นถูกมองด้วยความเข้าใจ มากกว่าการโทษตัวเอง เพียงยอมรับด้วยความเข้าใจว่า ชีวิตที่เดินผ่านพายุมาทำให้เรารีบพูดน้อยลง ตั้งใจฟังนานขึ้น และระมัดระวังทุกครั้งก่อนจะตัดสินใครจากสิ่งที่มองเห็นเพียงด้านเดียว หลายครั้ง เราอาจเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตจะทำให้ฅนเราพูดเก่งขึ้น คมคายขึ้น บทสนทนาครั้งนี้ชวนให้มองอีกมุมหนึ่ง.. ประสบการณ์ไม่ได้ทำให้คนพูดเก่งขึ้นเสมอไป สำหรับบางฅนประสบการณ์ทำให้พูดน้อยลง เพราะรู้แล้วว่าชีวิตหนึ่งชีวิตซับซ้อนเกินกว่าจะสรุปในเวลาไม่กี่นาที "วันนี้ถ้ามีใครมานั่งคุยกับโดนัตว์..อยากตั้งใจฟังเขาให้มากขึ้น โดยไม่อยากรีบชิงตอบเหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ"
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุด อาจไม่ใช่อาชีพ บทบาท หรือสถานที่ทำงาน หากเป็นวิธีมองมนุษย์ จากเดิมที่พยายามหาคำตอบให้ทุกปัญหา กลายเป็นการยอมรับว่า บางครั้ง สิ่งที่ฅนตรงหน้าต้องการมากที่สุด คือการมีใครสักฅนนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ตัดสิน เมื่อถามถึงอนาคต คำตอบไม่ได้เต็มไปด้วยแผนห้าปีหรือสิบปีว่า ตอนนี้ขอใช้ชีวิตวันต่อวัน แค่มีแรงทำงานและมีโอกาสหนุนใจใครสักฅน สำหรับโดนัตว์ก็เป็นวันที่ดีแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าความฝันเล็กลง กลับเหมือนเจ้าตัวรู้แล้วว่าความหวังไม่จำเป็นต้องอยู่ไกล บางวัน ได้ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ในแต่ละวันอย่างซื่อสัตย์ ดูแลหัวใจไม่ให้แข็งกระด้าง ดูแลหัวใจไม่ให้แข็งกระด้าง ยิ้มให้ผู้ฅนระหว่างทาง เท่านี้ก็มีความหมายมากพอ
เมื่อฟิลลิปส์ปิดจบบทสนทนาคำถามสุดท้ายที่แชร์กัน ถ้าวันนี้ได้กลับไปเจอตัวเองเมื่อแปดปีก่อน อยากบอกอะไรฅนนั้นบ้าง -- พี่โดนัตว์นิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง -- ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม "คงไม่บอกอะไรครับ.. เพราะถ้าเขาไม่เดินผ่านเรื่องทั้งหมดนั้น เขาก็คงไม่เป็นผมในวันนี้"
"วันนี้มีความสุขไหม?"
"พี่โดนัตว์ยิ้ม -- ' มี ค รั บ ' -- ไม่ได้ตอบยาว และไม่ได้อธิบายเพิ่ม บางทีความสุขอาจไม่ใช่วันที่ชีวิตไม่มีปัญหา แต่อาจเป็นวันที่เราหยุดต่อสู้กับอดีต แล้วใช้ชีวิตกับวันนี้ได้อย่างเต็มใจ กระจกในวันนี้ เป็นบานเดียวกับเมื่อแปดปีก่อน ใบหน้ายังเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนเป็นฅนหน้ากระจกเข้าใจชีวิตมากกว่าเดิมแล้ว"
