'ลดาวัลย์' แบรนด์ที่อยู่คู่เวลามากกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยว
'รุ่นแรกมีความประนีประนอม.. รุ่นสองมีความกล้าหาญมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่นอบน้อม'
'Straight Forward.. มีปัญหาก็แก้กันตรง ๆ'
บทที่ 1 | เมื่อเวลาไม่เคยเดินเป็นสีเดียว
พี่ทีเจ้าของแบรนด์ลดาวัลย์ รุ่นที่ 2 และพี่เดือนมือขวาของทีม อายุ 35 ปีเท่ากัน เช้ายังไม่ทันสว่าง โรงงานเริ่มขยับ แป้งถูกผสม เครื่องจักรหมุนตาม เส้นสดค่อย ๆ ออกมาเรียงกันบนสายพาน ไม่มีใครเร่งเวลาได้ เส้นก๋วยเตี๋ยวมีจังหวะของตัวเอง เร็วเกินไปก็ไม่ใช่ ช้าเกินไปก็ไม่ใช่ พอเย็นลง ทุกอย่างถูกนับขึ้นมาใหม่ หนึ่งวันของเส้นก๋วยเตี๋ยวลดาวัลย์ไม่ได้เริ่มจากเวลาในนาฬิกา แต่จากอายุของเส้นสด
ระหว่างนั่งคุย พี่เดือนบอกตั้งแต่แรกว่าไม่อยากออกหน้า อยากอยู่เบื้องหลังมากกว่า คำถามค่อย ๆ เปลี่ยนจากเรื่องเส้นก๋วยเตี๋ยวไปเป็นเรื่องการทำงาน บทพูดเลยต่อกันเอง ประโยคหนึ่งโยนอีกฅนรับ แล้วโยนกลับเหมือนทำงานอยู่หน้าโรงงานจริง ๆ'รุ่นแรกมีความประนีประนอม ยืดหยุ่น เกรงใจ' เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนพูดต่อ 'ส่วนรุ่นสอง.. กล้าหาญขึ้น' พี่ทีหัวเราะเบา ๆ แล้วเสริมทันที 'แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่นอบน้อมนะ' อีกประโยคตามมาติด ๆ "Straight Forward.. มีปัญหาก็แก้กันตรง ๆ" ไม่มีใครพูดว่ารุ่นไหนดีกว่าใคร ไม่มีใครพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ฅนเชียงรายจำมาตลอด หลายเรื่องยังเหมือนเดิม เพียงเปลี่ยนจากการตัดสินใจของฅนเดียว เป็นการกลับไปคุยกับทีมก่อน ค่อยเดินต่อพร้อมกัน
'เราไม่ได้สร้างภาพจำให้แบรนด์.. ฅนเชียงรายต่างหากที่สร้าง'
'สีเขียวเป็น Brand Identity.. ทุกฅนผูกพันกับสีนี้ พี่ก็จะไม่เปลี่ยน'
บทที่ 2 | สีเขียวไม่ใช่ของเรา
หลังจากพี่ทีพูดจบ ภาพของถุงสีเขียวไม่ใช่แค่บรรจุภัณฑ์อีกต่อไป สีเขียวไม่ได้มีแค่บนบรรจุภัณฑ์ มันเดินไปถึงตลาดสด ร้านก๋วยเตี๋ยว งานบุญ งานศพ โต๊ะจีน มื้อเช้า และมื้อดึกของฅนเชียงรายมาหลายสิบปี 'ทุกฅนจำสีนี้ได้' พี่ทีเล่าต่อว่า หลายฅนจำชื่อแบรนด์ไม่ได้ แค่เห็นถุงสีเขียว หลายฅนเดินเข้ามาทักทันทีว่า 'ใช่.. ถุงแบบนี้' รุ่นสองจึงรักษาสิ่งที่ผู้ฅนจำไว้ แล้วปรับวิธีทำงานของตัวเอง กล้าลองในเรื่องที่ควรลอง คุยกันมากขึ้น ตัดสินใจร่วมกันมากขึ้น ส่วนสีเขียวยังทำหน้าที่ของสีเขียวเหมือนเดิม
'เราเลือกเมนูน้ำเงี้ยวออกมา.. แล้วให้เส้นก๋วยเตี๋ยวเชื่อมทุกอย่างเข้าหากัน'
บทที่ 3 | สีส้มที่อิ่มตัว
ก่อนจะมีใครเงยหน้าถ่ายรูปแล้วพูดว่า'สวย' พี่ทีใช้เวลาหลายสัปดาห์ทำงานใต้โครงเหล็ก ค่อย ๆ ผูก ค่อย ๆ แก้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งรันงานจากกรุงเทพฯ ต่อรถลงเชียงรายแทบไม่ทันพัก เช้าวันต่อมากลับขึ้นนั่งร้านต่อ เพราะงานยังไม่เสร็จ พอผลงานเสร็จ ฅนเดินตลาดเห็นเพียงผืนผ้าห้าสีที่ดึงสีมาจากชามน้ำเงี้ยว เห็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทอดตัวเชื่อมมะเขือเทศ ผักกาดดอง ถั่วงอก ต้นหอม และแคบหมูเข้าหากัน ระหว่างคุย พี่ทีไม่ได้เล่าเรื่องอาหาร เขาเล่าเรื่อง'หนึ่งวัน.. หนึ่งวันไม่มีสีเดียว' บางเช้าเป็นสีเหลือง โทรศัพท์ดังขึ้นมา ทุกอย่างกลายเป็นสีแดง อีกไม่กี่นาทีมีฅนเดินมาบอกข่าวดี สีเหลืองกลับมา สุดท้ายวันนั้นอาจไม่ได้เป็นสีแดงหรือสีเหลือง แต่กลายเป็นสีส้มแทน พี่ทีเรียกมันว่า Mood ของ Saturation-แซทชูเรชัน หรือความรู้สึกที่ยังเข้มอยู่ แม้หลายอารมณ์จะเกิดขึ้นพร้อมกัน ปัญหาไม่ได้ทำให้สีหม่นลง ความสมบูรณ์แบบก็ไม่ได้ทำให้สีสดขึ้นเสมอไป
'เช้าวันหนึ่งโทรศัพท์ดังตั้งแต่ยังไม่ทันกินกาแฟ.. สีเหลืองหายไปในสามวินาที'
บทที่ 4 | สีต่าง ๆ อยู่ร่วมกันได้
ฅนสองฅนใช้'สี' เป็นภาษาคุยเรื่องชีวิต คำธรรมดามันอธิบายไม่พอ พี่ทีเล่าว่า บางวันตื่นมาด้วยสีเหลือง พอโทรศัพท์ดัง ทุกอย่างกลายเป็นสีแดง ระหว่างคุย พี่ทีแทบไม่พูดถึงความสุข หรือความทุกข์เลย พี่ทีเลือกพูดถึงสีแทน ทั้งสีเขียว สีส้ม และสีฟ้า ราวกับอารมณ์แต่ละอย่างมีเฉดของตัวเอง จนไม่จำเป็นต้องหาคำอธิบายเพิ่ม พี่เดือนตอบกลับแบบเดียวกัน ไม่มีใครแปลความให้ยืดยาว แค่เอ่ยชื่อสีก็เข้าใจกันแล้วว่าหมายถึงความรู้สึกแบบไหน บางทีสิ่งที่ทั้งคู่สร้างขึ้นใน ป๊ะกาด V2 จึงไม่ใช่งานศิลปะบนเพดานตลาด แต่เป็นภาษาที่ใช้คุยกันทุกวัน เส้นก๋วยเตี๋ยวทำหน้าที่เชื่อมวัตถุดิบ ส่วนสีทำหน้าที่เชื่อมประสบการณ์ที่อธิบายด้วยประโยคสั้น ๆ ไม่ได้ ผืนผ้าห้าสีไม่ได้แขวนไว้เพื่อให้ฅนมองเห็นสีของน้ำเงี้ยวเพียงอย่างเดียว ผืนผ้ายังบอกถึงวิธีมองชีวิตของเจ้าของแบรนด์ลดาวัลย์ด้วย
'พวกพี่ไม่ได้แฮปปี้ที่มีปัญหา แค่เกิดแล้วก็แก้'
'วันที่อยู่ ๆ สีส้มกลายเป็นสีฟ้า พวกพี่กลับรู้สึกแปลก'
บทที่ 5 | วันหนึ่งจบลง เช้าวันใหม่เข้ามาแทน
ช่วงท้ายของการแชร์สิ่งนี้ขยับจากเรื่องธุรกิจมาจบที่คำถามง่าย ๆ 'วันที่ไม่มีปัญหาเป็นยังไง' พี่ทีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้ม 'แปลก' คำตอบนั้นเรียบกว่าที่คิด วันที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีงานเร่ง ไม่มีเรื่องให้ตัดสินใจ ทุกอย่างเดินไปตามปกติ กลับทำให้รู้สึกไม่คุ้น ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่เจอบ่อยในโรงงานที่เริ่มทำงานตั้งแต่เช้ามืด บทสนทนาวกกลับมาที่เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสดของลดาวัลย์ผลิตใหม่ทุกวัน สีขาวนวลตามธรรมชาติ ไม่ฟอกขาว เก็บไว้ได้ไม่นาน พอถึงเวลา ต้องทำใหม่ในเช้าวันถัดไป ไม่มีใครพยายามทำให้มันอยู่ได้นานกว่าธรรมชาติของมัน คุณค่าของเส้นไม่ได้วัดจากอายุการเก็บ สิ่งสำคัญต้องทำให้ดีที่สุดในวันที่มันสดที่สุด
วิธีทำเส้นกับวิธีทำงานของทั้งคู่ มีจังหวะคล้ายกันอย่างน่าประหลาด ในวันที่เหนื่อยก็ทำหน้าที่ของวันนั้น.. วันที่โล่งก็ทำหน้าที่ของวันนั้น.. พอวันหนึ่งจบลง เช้าวันใหม่เริ่มต้น บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ ลดาวัลย์ยังคงเป็นลดาวัลย์ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเปลี่ยน เพียงรู้ว่าอะไรควรเปลี่ยน อะไรควรเก็บไว้ และอะไรควรปล่อยให้ฅนเชียงรายเป็นฅนจดจำต่อไป
