ป๊ะกาด V2 ทำให้เห็นว่ากาดหลวงเชียงราย ไม่ได้ขาดของขาย.. แต่เป็นผู้ฅน
ตลาดไม่เคยเดินหนีใคร มีแต่พวกเราที่ค่อยๆ หยุดเดินเข้าตลาดกันไปเอง ร้านขายหมูยังแขวนหมูเหมือนเดิม ร้านขายผ้ายังพับผ้าอยู่มุมเดิม ข้าวเกรียบเจาะรูที่ทำขายปีละครั้งแค่ช่วงสงกรานต์ก็ยังมีฅนทอดเหมือนทุกปี ตรอกแคบก็ยังแคบ อากาศก็ยังร้อน หลังคาสังกะสีก็ยังส่งเสียงเวลาโดนแดด ทุกอย่างเหมือนเดิมจนแทบไม่มีอะไรให้พูด แต่พอเดินไป ช้าๆ กลับรู้สึกว่าความเงียบของตลาดไม่เคยเกิดจากความเก่า แต่ว่ามีช่วงเวลาที่ชาวเมืองเลิกมองเหตุผลจะเดินเข้าหากัน โลกค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในหน้าจอ ทุกคนยังคุยกันทุกวัน แต่ไม่ค่อยได้อยู่ในสถานที่เดียวกันอีกแล้ว ความเงียบเลยไม่ได้ดัง มันแค่ค่อยๆ กินพื้นที่ของเมืองเชียงรายไปทีละนิดจนไม่มีใครสังเกต
พอมี #ป๊ะกาด เลยทำให้รู้สึกเหมือนกำลังไปดูงานศิลปะที่ทำการรทดลองบางอย่าง ว่าถ้าเอาศิลปะไปวางไว้กลาง กาดหลวงเชียงราย จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ฅนมากกว่าเกิดอะไรขึ้นกับความว่างเปล่า ระหว่างทางไม่ได้จำชื่องานได้ครบ แถมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีกี่จุด แต่กลับจำภาพฅนยืนอ่านป้ายเล็กๆ ได้นานกว่าที่คาด แถมยังมีสารคดีที่เล่าตลาดผ่านสายตาของ รปภ. ได้ ร้านผ้าชาติพันธุ์ที่เคยเดินผ่านนับสิบครั้งแต่ไม่เคยหยุดดู ไปถึงพี่ใจดีที่ยื่นข้าวเกรียบเจาะรูมาให้ชิมพร้อมเล่าว่า ของแบบนี้ไม่ได้หากินได้ทุกวัน อยู่ๆ รู้สึกสงสัยสิ่งที่ถูกส่งต่อในตลาด ไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีปุ่มกดสั่งซื้อ
สิ่งที่สะดุดตาฟิลลิปส์ที่สุดกลับไม่ใช่ไฟแสงสี โปรเจกเตอร์ฉายหนัง หรือเสียงดนตรี เป็นผู้ฅน หลายคนถือโทรศัพท์เหมือนกัน แต่ครั้งนี้ไม่มีใครรีบก้มหน้าหนีโลก โทรศัพท์กลายเป็นกล้องพร้อมแชร์ กล้องกลายเป็นข้ออ้างให้ต้องเดินช้าลงจริงหรือเปล่า? เมื่อต้องเดินช้าลงทำให้เริ่มเห็นหน้าค่าตาซึ่งกันและกัน บางกลุ่มชวนกันถ่ายรูป บางคนยืนคุยกับเจ้าของร้าน หลายคนหัวเราะกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งเจอกันเมื่อห้านาทีก่อน ภาพแบบนี้ประหลาดกว่าศิลปะทุกชิ้น เพราะทำให้เพิ่งรู้ว่า ฅนเราไม่ได้ต้องการสถานที่สวยที่สุด แค่ต้องการเหตุผลดีพอที่จะออกจากบ้าน แล้วสถานที่ธรรมดาจะทำหน้าที่เล่าเอง
มีใครบางฅนพูดออกมาว่า #เทศกาลป๊ะกาดศิลปะปลุกตลาด เปลี่ยนเมืองไม่ได้ ฟังแล้วก็พยักหน้า เพราะศิลปะไม่เคยซ่อมถนน แถมไม่เคยลดค่าครองชีพ และไม่ทำให้เศรษฐกิจเชียงรายดีขึ้นในคืนเดียว แต่ศิลปะทำเรื่องแปลกได้อย่างหนึ่ง มันทำให้ผู้ฅนที่เคยเดินผ่านกัน หยุดพร้อมกัน ทำให้ร้านเก่าที่เคยเป็นแค่ฉากหลัง กลายเป็นจุดหมาย ทำให้ตรอกเดิมมีฅนเงยหน้ามอง ทำให้กาดหลวงเชียงรายไม่ได้เป็นแค่ที่ซื้อของ เป็นที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกครั้ง บางเรื่องไม่ใหญ่พอจะเปลี่ยนประเทศไทยใหญ่พอจะเปลี่ยนช่วงบ่ายธรรมดาของใครหลายฅน และบางที เมืองก็ฟื้นตัวจากเรื่องเล็กๆ แบบนี้เสมอ
เมื่อเดินได้ประมาณครึ่งงาน ข้อเท้าเริ่มประท้วงก่อนหัวใจจะยอมรับ น้ำหนักตัว 105 กิโลกรัม ซื่อสัตย์กับแรงโน้มถ่วงมากกว่าความอยากเดินต่อ สุดท้ายต้องยอมแพ้ให้ร่างกาย ทาเจลแก้อักเสบ แล้วขี่กลับบ้านก่อนฝนลงเม็ด ทั้งที่ยังมีอีกหลายจุดไม่ได้เห็น กอปรกับไม่มีความรู้สึกเสียดายแล้ว ร่างกายไม่ได้ทรยศแต่กำลังบอกลิมิตของตัวเองต่างหาก ร่างกายก้อนนี้นี่แหละที่ยังพามาถึงตรงนี้ ยังพามาเจอผู้ฅน พามาเห็นภาพที่ไม่มีในอินเทอร์เน็ต พามาเก็บเรื่องธรรมดาที่อาจมีค่ากว่ารูปสวยอีกหลายเท่า การรู้ว่าควรหยุดตรงไหน ไม่ใช่ความพ่ายแพ้แต่เป็นการเก็บแรงไว้เดินต่อภายในระยะเวลาจัดงานนี้อีกตั้ง 2 อาทิตย์
ขากลับเลยไม่ได้หอบของฝากติดมือไปมากนัก หอบรูปภาพของเมืองที่กำลังหายใจกลับบ้านแทน กาดหลวงเชียงรายไม่ได้มีชีวิตขึ้น จากแสง สี หรือเวทีแสดง กาดหลวงเชียงรายคงหายใจต่อไป เพราะว่าฅนหลายร้อยฅนยอมเสียเวลาจากโลกของตัวเอง เพื่อมาใช้เวลาในโลกเดียวกันอีกครั้ง บางทีตลาดอาจไม่เคยมีไว้ซื้อขายอย่างเดียวตั้งแต่แรก และอาจถูกสร้างไว้ให้ผู้ฅนบังเอิญเดินชนกัน ทักกัน หัวเราะด้วยกัน แล้วกลับบ้านพร้อมความรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเชียงรายนี้อยู่ หากถ้ามีใครถามว่าได้เห็นงานครบไหม ฟิลลิปส์อาจให้คำตอบว่า ไม่ครับ หัวใจของงาน... มีจิตวิญญาณพร้อมเดินสวนกันอยู่ตลอดทางไปแล้ว
