ย้ายตัวเองไปอยู่ถูกที่วิถีชนะใจวัย 45 ของ 'พี่บิ๊ก'
จุดเริ่มต้นนี้มาจากพ่อค้าขายอาหารธรรมดา ๆ ที่กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีเพาะกาย พี่บิ๊ก หนุ่มใหญ่วัย 45 ปี สมาชิกคริสตจักรเน็กซัส เชียงราย ที่ประกอบอาชีพเป็น พ่อค้าขายอาหาร แต่กำลังเตรียมความพร้อมของร่างกายเพื่อขึ้นเวทีแข่งขัน เพาะกายระดับภาคเหนือ ในฐานะตัวแทนจังหวัด หลายฅนมองภาพพี่บิ๊กในวันนี้ที่มีกล้ามเนื้อคมชัด มีวินัยการกินอาหารถึงวันละ 6-8 มื้อ ควบคู่ไปกับอาชีพต้องยืนหน้าเตาขายอาหารทุกวัน ภาพแรกอาจทำให้เข้าใจว่าเขารักกีฬามาตั้งแต่หนุ่ม ๆ หรือมีชีวิตที่เพียบพร้อม แต่หากเล่าแบบตรงไปตรงมา เรื่องนี้เริ่มต้นจาก การกอบกู้จิตใจที่พังทลาย มากกว่าความหลงใหลในกล้ามเนื้อ เมื่อ 5 ปีก่อน
ย้อนกลับไปในวัย 40 ปี พี่บิ๊กต้องเผชิญกับคลื่นลมมรสุมลูกใหญ่ ธุรกิจที่เคยทำล้มเหลวลงจนเงินทุนแทบหมดมือ ภาวะความเครียดสะสม และการแบกรับความกดดันของครอบครัว ก่อตัวเป็นมวลอารมณ์ที่จมดิ่งจนมืดแปดด้าน มันเป็นช่วงเวลาที่จิตใจเปราะบางจนถึงขีดสุด ข้างในแทบไม่เหลือแรงให้ยึดเหนี่ยว แทนที่จะหันหลังให้ปัญหา พี่บิ๊กกลับนึกขึ้นได้ว่า 'ต้องหาอะไรสักอย่างมาบำบัดจิตใจ.. พาร่างกายออกไปขยับบ้างดีกว่า'
ตอนนั้นพี่บิ๊กต้องมองหาทางเลือกที่ประหยัดกว่าฟิตเนสหรูเหมือนในสมัยก่อน แต่เขาเลือกเดินเข้าไปใน ยิมท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่เสียค่าบำรุงแค่เดือนละ 100 บาท สถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล "การพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของสถานที่ครับ แต่มันขึ้นอยู่กับ 'ผู้ฅน' ที่เราไปคลุกคลีด้วย” พี่บิ๊กแชร์ด้วยแววตาเป็นประกาย
"เราอยากเป็นฅนแบบไหน ให้เอาตัวเองไปวางไว้ในสังคมแบบนั้น.. แต่ถ้าเลือกอยู่ท่ามกลางฅนรักสุขภาพก็จะซึมซับพลังงานแบบนั้นเข้ามาโดยไม่รู้ตัว""พอเราเข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มฅนที่ตั้งใจดูแลสุขภาพ We surrounded ourselves with health-conscious individuals. เราได้เห็นความพยายามของพวกเขา ได้เพื่อนใหม่ที่คอยแนะนำ คอยให้กำลังใจโดยไม่ตัดสินว่าจะอายุเท่าไหร่ หรือมีเงินในกระเป๋าไหม พลังงานบวกจากฅนรอบข้างนี่แหละครับ ยารักษาใจชั้นดี ที่ดึงพี่ขึ้นมาจากวันที่อารมณ์ดิ่งที่สุด"
สังคมในยิมช่วยพยุงด้านหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวความเชื่อที่คริสตจักรเน็กซัส เชียงราย เติมเต็มอีกด้านหนึ่งในความมั่นคงทางจิตวิญญาณให้พี่บิ๊ก เมื่อความรู้สึกข้างในได้รับการดูแล ร่างกายก็พร้อมเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ สำหรับใครที่เคยตั้งเป้าหมายเรื่องรูปร่างไว้สูงลิ่ว แล้วต้องล้มเลิกกลางทางเพราะความเหนื่อยล้า จนสุดท้ายเลือกที่จะหันกลับไปหาความสุขง่าย ๆ จากการ 'กิน' แล้วปล่อยให้ความรู้สึกผิดวนกลับมาทำร้ายความรู้สึก พี่บิ๊กเข้าใจวงจรนี้ดีที่สุด และได้ให้ข้อคิดที่ช่วยปลดล็อกความกลัวได้อย่างน่าทึ่ง
"รู้ไหมครับ.. ฅนส่วนใหญ่ไม่ได้กลัวการออกกำลังกายหรอก แต่เรากำลัง 'กลัวตัวเอง' กลัวการต้องอยู่กับความคิดกอปรกับความเงียบของตัวเอง พี่บิ๊กวิเคราะห์อย่างเฉียบคม เพราะเวลาออกกำลังกาย เราต้องกลับมาอยู่กับลมหายใจ ถ้าเรากลัว นั่นแปลว่าเรากำลังหลีกหนีความคิดบางอย่างข้างใน วิธีชนะมันง่ายนิดเดียวครับ อย่าไปตั้งเป้าหมายใหญ่โตว่าจะต้องลดให้ได้กี่กิโล หรือต้องเล่นให้หนักตั้งแต่สัปดาห์แรก เอาแค่วันละ 5 นาที 10 นาที เดินในสวนสาธารณะ หรือขยับร่างกายเบา ๆ การออกกำลังกายเป็นการบอกรัก และ 'ชนะใจตัวเอง' ในทุก ๆ วัน ทำเล็ก ๆ แต่ทำบ่อย ๆ แค่นั้นพอครับ"
"เมื่อก่อนเวลาเราหลุดวินัย หรือทำไม่ได้ตามแผน จะหงุดหงิดว่า 'โธ่เอ๊ย อายุขนาดนี้แล้วยังต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่อีก' แต่ทุกวันนี้พี่เปลี่ยนแนวคิดใหม่หมด การนับหนึ่งใหม่ไม่ใช่ความล้มเหลวครับ วันนี้ทำไม่ดีไม่เป็นไรเลย พรุ่งนี้ตื่นมาเราก็มีโอกาสปรับแผนใหม่ อนุญาตให้ตัวเองได้เริ่มต้นใหม่โดยไม่ต้องรู้สึกผิด ชีวิตมันเบาสบายขึ้นเยอะเลย"
จากวันที่ไม่เหลืออะไร นอกจากหัวใจที่บอบช้ำ สู่การยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจในฐานะพ่อค้าขายอาหารที่พร้อมขึ้นเวทีแข่งขันเพาะกายระดับภูมิภาค เรื่องราวของพี่บิ๊กกำลังบอกเล่าว่า ชีวิตเราพร้อมจะงอกงามขึ้นมาใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ หรือกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่อยู่ก็ตาม ขอเพียงกล้าก้าวออกจากห้องที่มืดหม่น แล้วพาร่างกายไปอยู่ท่ามกลางสังคมที่พร้อมส่งพลังบวกและพยุงกัน ในวันที่ชนะใจตัวเองได้แค่วันละ 5 นาที คุณก็ได้ปั้น 'ร่างทอง' ของจิตใจที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
