‘ยายติ๋ม’ 35 ปี ขนมใส่ไส้หน้าวัดพระแก้ว เคมีแม่ลูกต่างวัย

ยายติ๋มและพี่ประเสริฐ ลูกชาย นั่งกอดคอยิ้มอย่างอบอุ่นหน้าร้าน โดยมีถาดขนมใส่ไส้ห่อใบตองทรงสูงเรียงรายอย่างสวยงามอยู่เต็มโต๊ะ บริเวณหน้าวัดพระแก้ว เชียงราย
“ตอนนี้มะพร้าวแพงขึ้น ลูกนึงตั้ง 70 บาทแล้ว แต่ยังขาย 3 ห่อมัดละ 20 บาทเหมือนเดิม ไหวนะ อยู่แค่นี้ ไม่ขึ้นราคาหรอก ให้เราได้กำไรนิดๆ หน่อยๆ แต่คนได้กินของอร่อย ก็โอเคแล้ว”

น้ำเสียงกลั้วหัวเราะที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีของ ยายติ๋ม วัย 73 ปี ดังขึ้นเคล้ากับเสียงมือที่กำลังห่อใบตองอย่างคล่องแคล่ว โดยมีพี่ประเสริฐ ลูกชายคนสุดท้องวัย 50 ปี ยืนช่วยนึ่งขนม และจัดหน้าร้านอย่างรู้ใจ ภาพคู่แม่ลูกต่างวัยที่ช่วยกันหยิบจับค้าขายอย่างขยันขันแข็งหน้ารถเข็นเล็กๆ บริเวณหน้าวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ความอบอุ่นเรียบง่ายที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำย่านนี้มานานถึง 35 ปี เรื่องราวความอร่อยนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากมรดกประจำตระกูล แต่เกิดจากสายตาที่เฉียบคม กล้าลองทำสิ่งใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงอายุ 34 ปี ยายติ๋มซึ่งเดิมทีเป็นช่างเสริมสวยจากอยุธยา ได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เชียงรายพร้อมกับลูกเล็ก ๆ ในช่วงเวลานั้นที่ต้องมองหาอาชีพเสริม สังเกตเห็นช่องว่างในตลาดว่า เชียงรายยังไม่มีใครทำขนมใส่ไส้ขายเลย จึงตัดสินใจนำวิชาที่เคยไปเข้าคอร์สเรียนฟรีจากศูนย์ฝึกอาชีพมาปัดฝุ่น และเปิดเตาเริ่มปั้นขนมใส่ไส้ขายเป็นครั้งแรก ในราคาห่อละ 1 บาท

กาลเวลาผ่านไป ต้นทุนวัตถุดิบทุกอย่างขยับพุ่งสูงขึ้นตามยุคสมัย จากมะพร้าวลูกละ 5 บาท กลายเป็นใบละ 70 บาท แต่สิ่งหนึ่งที่ยายติ๋มและพี่ประเสริฐไม่เคยยอมให้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นคุณภาพ ความจริงใจ ขนมใส่ไส้เจ้านี้ปฏิเสธการใช้มะพร้าวโม่ที่เป็นกาก แต่เลือกใช้เฉพาะมะพร้าวอ่อนนุ่มคัดเกรด ขูดและกวนเองด้วยมือทุกขั้นตอน เพราะมีแนวคิดในการบริหารธุรกิจปากท้องที่เรียบง่ายว่า ในยุคที่ผู้คนต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ถ้าลูกค้าควักเงินจ่ายแล้วได้กินของไม่อร่อย เขาก็จะซื้อแค่ครั้งเดียวแล้วหนีหายไปตลอดกาล แต่ถ้าของอร่อยจริง ต่อให้ไม่มีป้ายโฆษณา ลูกค้าก็จะตามมาเหมากันทีละร้อยสองร้อยบาทเอง

แน่นอนว่าชีวิตการค้าขายไม่ได้มีแต่วันที่ยอดขายทะลุเป้า ในบางจังหวะของชีวิตที่ต้องเจอกับพายุลูกใหญ่ ทั้งปัญหาสุขภาพของคนในครอบครัวที่ต้องใช้เงินรักษาพยาบาลจำนวนมาก และวันที่ฝนตกจนตลาดเงียบเหงา หลายคนอาจรู้สึกหวาดกลัวกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าหมายตัวเลขไว้สูงลิบ พอมันไม่เป็นไปตามหวัง จิตใจก็เริ่มหมดเรี่ยวแรงจนไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรต่อ แต่สำหรับยายติ๋มมีวิธีรับมือกับความกลัวเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ กลับเป็นการพลิกมุมคิดที่เบาสบาย นั่นคือ การไม่อยู่นิ่ง และไม่กดดันตัวเองด้วยตัวเลขที่ไกลตัว วันไหนขายช่วงเช้าหน้าวัดยังไม่หมด จะไม่นั่งเหม่อมองท้องฟ้าให้เหนื่อยใจ แต่จะจัดแจงเก็บขนมใส่ตะกร้าแล้วเดินหน้าต่อไปยังตลาดเย็น เดินขายไปเรื่อย ๆ ด้วยรอยยิ้ม ตั้งเป้าหมาย แค่ให้ได้ยอดขายพอหล่อเลี้ยงชีวิตในแต่ละวัน และเมื่อถึงคราวที่ร่างกายล้าหรือจิตใจเริ่มฟุ้งซ่านกับอุปสรรค จะใช้การอธิษฐานจิตอยู่เสมอว่า ขอให้ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความยากลำบาก และเรื่องหนักใจทั้งหลายจงหลุดพ้นไป ขอให้ร่างกายมีแรง มีพละกำลังที่จะลุกขึ้นมาทำมาหากิน และทำขนมที่อร่อยที่สุดให้คนกินมีความสุข

การอธิษฐานจิตช่วยดึงสมาธิกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ไม่จมอยู่กับความหวาดกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และไม่คาดหวังพึ่งพาทางลัดหรือโชคลาภลอย ๆ เหมือนในอดีตที่เคยมีบทเรียนจากการถูกโกงหวยไปนับหมื่นบาท วันนี้ขอหันหลังให้การเสี่ยงโชคทุกชนิด แล้วมุ่งมั่นใช้สองมือปั้นขนมอย่างสบายใจ ปัจจุบัน พี่ประเสริฐ มีสุขภาพที่แข็งแรงดี และอยู่เป็นลูกมือคู่ใจ ช่วยแม่ติ๋มขับเคลื่อนร้านขนมเล็กๆ นี้ทุกวัน ความสุขของทั้งคู่ไม่ต้องแลกมาด้วยความเครียด เพราะแค่ขยันช่วยกันทำ ประหยัด กินใช้เท่าที่มีกำไรสุทธิเหลือเก็บวันละ 300 - 400 บาท ก็เพียงพอให้ชีวิตเบาสบาย ไม่ต้องกังวลกับอนาคตอีกต่อไป รอยยิ้มกว้างของแม่ลูกหน้ารถเข็นขนมใส่ไส้วัดพระแก้ว พิสูจน์ว่า ในยุคที่เศรษฐกิจท้าทาย ความเพียรอันเรียบง่าย ความประหยัด อยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข คือ ต้นทุนชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว

แสดงความคิดเห็น