กากีนั่งข้างจาน กากีนั้งข้างกัน 'ทีมจรรจา' ฅนกันเองที่ขอนั่งด้วยฅน
"มันต้องดูง่าย เหมือนฅนเห็นแล้วเข้าใจเลยว่าใช้งานยังไง"
ร้านข้าวแกงเจ๊กปุ้ยในเยาวราชเปิดมานานกว่า 70 ปี เป็นที่แวะกินข้าวกันง่าย ๆ ท่ามกลางย่านที่ผู้ฅนเดินแน่น พื้นที่ด้านหน้ามีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น เก้าอี้พลาสติกกลมเรียงกันไป ส่วนโต๊ะกินข้าวแบบเต็มตัวแทบไม่มี จานอยู่บนมือบ้าง บนตักบ้าง กินเสร็จก็ลุก อีกฅนเข้ามานั่งต่อ นั่งกันแบบนี้มานานจนใครมากินก็ดูออกเองว่าต้องขยับตัวยังไง พอเติมแผ่นวงกลมเล็ก ๆ ไว้ข้างเก้าอี้ จานก็มีที่วาง แก้วก็อยู่ใกล้มือขึ้น ส่วนท่านั่งยังเหมือนเดิม หันไปคุยกับฅนข้าง ๆ ก็ยังได้ ตรงนี้แหละที่เริ่มสนุก มือจะไปทางไหน เอื้อมไกลหรือเปล่า วางจานแล้วติดไหม พอใช้จริงก็เห็นกันตรงนั้น ได้ยินประโยคอย่าง 'เออ มันช่วยเราได้นี่หว่า' ก็น่าชื่นใจ เก้าอี้ยังดูเป็นเก้าอี้พลาสติกธรรมดา เพียงมีที่ให้จานกับแก้วเข้ามานั่งด้วยอีกหน่อย มีอาหารเต็มจาน เสียงคุย และฅนลุกแล้วอีกฅนนั่งต่อ นั่งลง ใช้ได้ กินต่อ คุยต่อ เท่านั้นพอ
"กากีนั่งต้องเป็นงานที่ฅนเห็นแล้วไม่ต้องอธิบายเยอะ.. เก้าอี้พลาสติกก็ควรยังเป็นเก้าอี้พลาสติกอยู่ ข้อมูลแบบนี้ไม่ได้มาจากคำอธิบาย แต่มาจากพฤติกรรมจริงของฅนที่เข้ามาใช้งาน"
ย้อนกลับไปก่อนของชิ้นนี้จะออกมา คุณวัชรวิทย์ จรรยากูล, ศิริวรรณ วัฒนจินดาวงศ์ และคณะดีไซน์เนอร์ทีมจรรจา (JHANYAR) เป็นสายตระเวนกินสตรีทฟู้ต (Street Food) กันอยู่แล้วเลยเห็นสารพัดวิธีเอาตัวรอดหน้างาน ทั้งเอาเก้าอี้อีกตัวมาวางของ หรือโต๊ะเต็มก็ยอมถือจานข้าวไว้ด้วยมือ แต่ละร้านมีทางออกในแบบของตัวเองอยู่แล้ว จากคำถามที่ว่า 'จะเปลี่ยนอะไรดี' เลยขยับมาเป็น 'ตรงไหนช่วยได้อีกนิด' สิ่งที่เติมจึงเป็นแค่แผ่นวงกลมเล็ก ๆ ยื่นจากข้างเก้าอี้ ให้จานกับแก้วมีที่วางโดยไม่ต้องเปลี่ยนท่านั่ง ชื่อ 'กากี่นั้ง (家己人)' ที่แปลว่า 'ฅนกันเอง' เลยถูกนำมาเล่นคำกับ 'นั่ง' ฟังดูเหมือนเพื่อนอีกฅนที่ขอเดินเข้ามาร่วมวง มากกว่าจะมาเปลี่ยนกติกาเดิมของร้าน
"พยายามเปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นงานออกแบบที่มีชีวิตได้.. ท่าทางเป็นสิ่งที่บอกได้ทันทีว่างานออกแบบนั้นทำงานจริงไหม"
พอฅนเริ่มมานั่งจริง แทบไม่ต้องถามอะไรเยอะ ท่าทางแต่ละฅนก็บอกออกมาเอง แก้วน้ำขยับมาอยู่ข้างตัว จานข้าวมีที่วางพอดี หันไปคุยกับฅนข้าง ๆ ก็ไม่เกะกะ นั่งกินไปคุยไปโดยแทบไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามีส่วนหนึ่งยื่นเพิ่มออกมาจากเก้าอี้ ถ้าเอื้อมไกลเกิน มือก็ต้องตามไป ถ้าวางแล้วติด เดี๋ยวก็ขยับใหม่ แต่พอทุกอย่างอยู่ใกล้มือพอดี จังหวะกินข้าวก็เดินต่อเหมือนเดิม แล้วแทบไม่มีใครพูดถึงเก้าอี้เลย กินต่อ คุยต่อ หยิบแก้วต่อเหมือนเดิม เก้าอี้พลาสติกจึงยังหน้าตาเดิม เพิ่มเพียงติ่งเล็ก ๆ ให้จานกับแก้วมีที่ของตัวเอง แล้วปล่อยให้ชีวิตริมทางหมุนต่อไปตามปกติ สนุกตรงที่ภาพแบบนี้มีอยู่รอบตัวมานาน เก้าอี้หนึ่งตัวเอาไว้นั่ง อีกตัวถูกดึงมาวางของ โต๊ะเต็มก็ถือจานไว้ก่อน พื้นที่มีเท่าไรก็ขยับกันไปเท่านั้น มองเผิน ๆ อาจดูยุ่งนิดหน่อย แต่ฅนที่ใช้อยู่ทุกวันรู้จังหวะกันดี พอเติมอะไรเข้าไปแล้วจังหวะเดิมยังเดินต่อได้ ของชิ้นนั้นก็ค่อย ๆ เข้าไปอยู่ในวงแบบไม่ต้องแนะนำตัวมากมาย
"เออ มันช่วยเราได้นี่หว่า"
ของใกล้ความเป็นไทยก็อยู่ในภาพพวกนี้แหละ ร้านริมทาง เก้าอี้สีสด ที่นั่งเท่าที่พื้นที่มี กินเสร็จก็ลุกให้คิวต่อ ภาพธรรมดาจนเราเดินผ่านกันทุกวัน แต่พอลองหยุดดูจริง ๆ กลับมีรายละเอียดสนุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด ถ้ามีใครนั่งลง วางจานตรงที่พอดี แล้วหันไปคุยต่อเหมือนเดิม โดยแทบไม่ได้สนใจเลยว่าของตรงหน้าผ่านการออกแบบมากี่รอบ แค่นั้นก็น่าจะใช่แล้ว 'เราอยากปรับปรุง ไม่ใช่ปรับเปลี่ยน' ทำให้ผลงานเก้าอี้ยังเป็นเก้าอี้พลาสติก ร้านข้างทางก็ยังเดินในจังหวะเดิม มีทั้งนั่งกิน คุยกัน แล้วลุกให้คิวต่อ ส่วนที่เติมเข้ามาค่อย ๆ กลืนไปกับภาพเหล่านั้น จนวันหนึ่งอาจดูธรรมดาเหมือนเคยอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรก.. กากี่นั้ง ฅนกันเองที่ขอนั่งด้วย
