อยากกินเป็นรส อยากเล่นเป็นไอติม 'ออมละไม' เล่นของให้มีรส ปล่อยฅนให้มีเรื่อง
บท 1 — หวาน ยอดยาหยี รักกันไป โตกันมา
ตอนโควิด-19 ฅนสองฅนส่งไอติมหากัน ส่ง Boxset ไปบ้านนี้ ฝั่งโน้นส่งกลับมา ส่งกันอยู่แบบนั้นจนแต่งงาน 'ส่งไอศกรีมหากัน.. ส่งไปส่งมาจนแต่งงานอ่ะ จนเราทำไอศกรีมรสยอดยาหยี' เลยเกิดขึ้นเป็นรสของเจ้าบ่าวเจ้าสาว หลังจากนั้น คู่ที่เคยแวะมาด้วยกันเริ่มจีบกัน แต่งงาน วันหนึ่งก็พาลูกกลับมาที่ร้าน อย่างนี้เข้าทางพอดี ตั้งแต่แรกก็อยากให้ฅนกินแล้วปล่อยตัวเองง่าย ๆ หน่อย 'กินแล้วคุณก็แค่แบบ.. แค่อร่อยกับมันอ่ะ ความสุขตรงนี้มันก็แค่นี้ก็พอแหละ' คำแรกเย็นเข้าปาก รสหวานค่อย ๆ คลายออกบนลิ้น กินหมดคำหนึ่ง มือก็ตักคำถัดไปต่อ โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ งาน หน้าที่ และบทบาทต่าง ๆ คอยฉาบทับ บางทีลูกอยากกินอะไร เรากลับบอกว่าอย่า ทั้งที่เมื่อก่อนเราก็เคยอยากได้ของตรงหน้าเหมือนกัน เด็กฅนเดิมที่เคยเป็นฝ่ายอยากกิน วันหนึ่งกลับกลายเป็นฝ่ายบอกลูกว่าอย่ากิน ถามว่าตัวตนที่ใส่ลงไปในไอติมคืออะไร 'สนุก!..' สนุกแบบที่ฅนกินแล้วพูด 'เอ้ย.. ได้เว้ย' ซึ่งบางทีฟินกว่ายอดขายอีก ทั้งคู่รัก ลูก และฅนที่โตขึ้น ทุกอย่างค่อย ๆ วนกลับไปหาที่ที่อยากให้ฅนนั่งคุยกัน วงเมาท์มอยแบบนี้มีมานาน ถ้าถามว่ามันเริ่มเมื่อไร ยังตอบยากอยู่ ส่วนคู่ที่เคยนั่งกันสองฅนเมื่อก่อน รอบนี้จำนวนฅนที่โต๊ะเพิ่มขึ้นแล้ว
มากินไอติมสักถ้วยเหอะ คือบ้านไม่เหลืออะไรแล้ว.. เราทำอะไรไม่ได้ แต่ไอศกรีมช่วยฮีลใจได้ ก็ขอแค่มากินวันเนี้ยให้รู้สึกดีแค่วันเนี้ยพอแล้ว
บท 2 — ขม วันนี้ขอหวานแค่นี้พอ
วันนี้เอาแค่ถ้วยเดียว ฟังเหมือนคำสั่งไอติมธรรมดา เคยมีครอบครัวหนึ่ง บ้านโดนน้ำท่วมแทบไม่เหลืออะไร แล้วพูดประโยคประมาณนี้ พ่อ แม่ ลูก มากันทั้งบ้าน แล้วพูดว่า 'มากินไอติมสักถ้วยเหอะ' ฅนทำร้านพูดตรง ๆ ว่า 'เราทำอะไรไม่ได้..' วันทั้งวันยังเป็นวันเดิม กลับไปแล้วบ้านก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไป เหลือเพียงช่วงที่ครอบครัวมานั่งกินไอติมด้วยกัน และขอให้ช่วงสั้น ๆ นั้นดีขึ้นหน่อย พยาบาลกับนักศึกษาแพทย์ก็แวะมากันเหมือนกัน วันไหนเหนื่อยมาก มาถึงก็ขอนอนก่อน ฝากว่า 'เดี๋ยวปลุกนะพี่ ปลุกให้หน่อยนะ' ตื่นขึ้นมาค่อยกินไอติม ยังง่วง ๆ เหนื่อย ๆ อยู่ คำแรกเย็นค้างในปากพักหนึ่ง ค่อยตักคำต่อไป มีผลไม้ก็แบ่งกัน วันไหนอยากคุยก็นั่งต่อ บางคืนคุยกันยาว ร้านปิดถึงได้แยกกัน และเมื่อกลับมาหลายครั้งเข้า รสในถ้วยค่อย ๆ กลายเป็นรสที่จำได้ พอเริ่มคุ้นกัน รูปแบบก็ประมาณเดิม เหนื่อยก็นอน ฝากให้น้องปลุก ตื่นมาค่อยกิน ส่วนผลไม้ก็แบ่งกันเหมือนเคย คุยกันไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาปิด




มันมีอีกหลายมุมมองที่รู้สึกฟินกว่านั้น.. ที่มันดีกว่ายอดขายอ่ะนะ ที่ไม่เกี่ยวกับยอดขาย แต่มันเกี่ยวกับความรู้สึกที่แบบว่าฅนกินแล้วมันแบบ เอ้ย ได้เว้ย..
บท 3 — เปรี้ยว คำแรกว่าใช่ คำต่อไปไม่แน่
นึกว่าใช่ แต่พอกินอีกคำมันยังไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว นึกถึงของตอนเด็ก สิ่งที่เคยกินจริงกับสิ่งที่จำได้เหลื่อมกันอยู่ รสหนึ่งเปลี่ยนไปจากของเดิม ของที่กินตอนนี้อาจต่างจากที่แม่เคยทำ ถามต่อว่าอยากเอาอะไรกลับมา.. 'มันไม่ใช่เป็นรสชาติของวัยเด็กนะ แต่เป็นความสุขของวัยเด็กที่เราอยากสื่อผ่านไอศกรีม' เพราะงั้นในตู้จึงมีมะพร้าวอัญชัน ลิ้นจี่กุหลาบ มะม่วงน้ำปลาหวาน เปรี้ยวของมะม่วงขึ้นก่อน น้ำลายมาเต็มปาก หวานเค็มจากน้ำปลาหวานค่อยตามมา ข้าวแต๋นคาราเมล โรตีกล้วยไมโล ไปถึงคราฟท์โคล่ามะขามป้อม อะไรอยู่ตรงหน้าในตลาดก็ลองหยิบมา 'เล่นของ' ทั้งข้าวมัน ผัก งา น้ำโกโก้สดเข้ม ๆ รวมถึงของจากเพื่อนและฅนปลูก เอามาลองกันว่า 'อันนี้ทำไอติมได้ไหม' กล้วยบวชชีพอมาเป็นไอติม หน้าตากับเนื้อสัมผัสก็เปลี่ยนไป ตักเข้าปาก ยังเหลือเนื้อให้เคี้ยวต่อ พร้อมแรงหนึบในคำ ก่อนจะหลุดประโยคว่า 'เออ มันเหมือนกินกล้วยบวชชีเลยว่ะ' เรื่องเนื้อไอติมเองพูดกันตรง ๆ ว่า.. 'ต่อให้เราจะไม่ได้อัลตร้าสมูทเหมือนสมัยนี้นะ' รู้ว่าใส่อะไร รู้ว่าทำอะไร ฅนกินจับคุณภาพได้ มะพร้าวอัญชันกับลิ้นจี่กุหลาบเลยกลายมาเป็นไอศกรีมดอกไม้สำหรับให้กันเป็นของฝาก เพลงหนึ่งนึกชื่อไม่ออก เหลือเพียง 'เออ.. อะไรสักอย่างนี่แหละ' อีกฅนมองไอติมตรงหน้าโดยไม่มีฉลาก กินเข้าไปกลับรู้ว่ารสนี้มาจากร้านไหน อีกเคสคล้ายกัน คราวนี้ไม่มีทั้งชื่อร้านและฉลากให้ดู เหลือแค่รสในปากที่ทำให้นึกออกว่าเคยเจอรสนี้ที่ไหน








พอกลับมากิน เขาบอกว่าได้มากินไอติม มาเชียงรายเนี่ยแล้วได้มากินไอติม ก็เหมือนแบบได้กลับมาบ้านละ.. มาหาญาติ
บท 4 — เค็ม ไกลแค่ไหน รสเดิมก็หาเจอ
ลูกค้าฅนหนึ่งเคยกินลิ้นจี่กุหลาบที่โรงแรมโดยไม่เห็นชื่อร้าน พอเข้าปากกลับจำได้ว่าเป็นรสของออมละไม ลูกค้าอีกฅนอยู่ต่างจังหวัด กลับเชียงรายแต่ละครั้งจะแวะมากิน พูดประมาณว่าเหมือนได้กลับบ้าน เหมือนมาหาญาติ ร้านเปิดมาจะสิบปีแล้ว หลายฅนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ช่วงแรกแวะกลับมาเป็นระยะ ครอบครัวจากสเปนพาลูกสาวสองฅนมากินตั้งแต่ตัวยังเล็ก ก่อนจะย้ายกลับไปมาดริด หลายปีต่อมา เด็กสองฅนโตเป็นสาว ไปกินเจลาโตในสเปนหรือที่อื่นในยุโรป กลับมาก็ยังบอกว่าคิดถึงรสนี้อยู่ ทุกวันนี้พ่อแม่ลูกแวะเชียงรายเพื่อกลับมากินปีละครั้งสองครั้ง เรื่องพวกนี้ถูกพูดถึงทีไร คำที่ออกมามีเพียง 'ความฟินระดับหนึ่งที่เราได้รับจากร้านไอติมจริง ๆ..' บางครั้งไม่มีชื่อร้านให้เห็น แต่พอรสเข้าปากก็จำออมละไมได้ ส่วนเพื่อนสมัยประถมจำคำพูดบนรถโรงเรียนมาตั้งหลายสิบปี พอได้เจอกันก็เล่าให้ฟัง ทั้งที่ฅนพูดเองจำไม่ได้ว่าเคยพูดอะไรไว้




เอ้า.. สุดท้ายเปิดร้านไอติมเหรอ
บท 5 — เผ็ด ไอติมวงเมาท์มอย
ไอติมวงเมาท์มอยเริ่มด้วยประโยคที่ไม่น่าจะออกมาจากร้านไอติมเท่าไร 'ก็เอาจริงเป็นฅนขี้เหล้านะ เหล้านี่หมายถึงขี้เหล้า ขี้เหล้าหลวง' เสียงหัวเราะตามมา ตอนมหาวิทยาลัยเคยเปิดร้านไอติมกับเพื่อนที่อัมพวา ช่วงนั้นขายไอติมมั่ง ตักมั่ง กินเหล้ากินเบียร์กันมั่ง นั่งอยู่หน้าร้านริมคลองแล้ว 'เฮ้ย มีความสุขมากเลย' หลังเรียนจบ ทุกฅนแยกย้ายกันไปทำงาน ส่วนโมเมนต์ที่นั่งกิน นั่งคุย นั่งเล่นด้วยกันยังติดอยู่ คุยไปคุยมาก็มาถึงการเปิดร้าน ก่อนจะออกมาว่า '..ความจริงอยากเปิดร้านเหล้า แต่แม่ไม่เอื้อ เราเลยเปิดร้านไอติม' เอาไว้เมาท์มอยกัน ต่อมาเพื่อนสมัยประถมพาลูกพาเมียมาร่วมยินดี พร้อมพูดว่า 'มึงสุดท้ายมึงก็เปิดร้านไอติม..' เพื่อนยังจำคำตอบตอน ป.4 - ป.5 บนรถโรงเรียนได้ ตอนนั้นเคยพูดว่าโตขึ้นอยากเปิดร้านไอติม แถมเพื่อนยังเอาคำตอบนี้ไปลอกทำการบ้านด้วย พอร้านเปิดขึ้นจริง คำพูดวันนั้นก็กลับมาอีกที พร้อมประโยคว่า 'เอ้า.. สุดท้ายกูเปิดร้านไอติมเหรอ' ร้านที่เดิมอยากมีไว้เมาท์มอยกลับมีฅนมาจีบกัน มาหลับ มาคุย มากิน จากที่เคยมากันสองฅน คราวนี้มีลูกมาด้วย ฅนที่อยู่ไกลถึงต่างประเทศก็ยังกลับมา บางฅนไม่เห็นฉลากด้วยซ้ำ แต่รสเข้าปากก็จำได้ ส่วนคำพูดจากตอน ป.4 - ป.5 ยังอยู่กับเพื่อนมาตลอดหลายสิบปี วันหนึ่งจึงถูกหยิบขึ้นมาเล่าใหม่ พอถามกลับไปถึงวันนั้น 'เราอ่ะจำไม่ได้..'
พี่อ้อม ภัทรา โนวัคก์ อายุ 42 ปี — เจ้าของแบรนด์ออมละไม
พี่ไนท์ อายุ 30 ปี — มือขวา

